ล็อกอิน

เรื่องสยองขวัญ สุดสยอง ค่ายนรก เอาซวิตซ์

เรื่องสยองสุดสยอง ค่ายนรก เอาซวิตซ์

หน้าแรก » ภาพสยองขวัญ » สุดสยอง ค่ายนรก เอาซวิตซ์

Auschwitz Concentration Camp ค่ายกักกันเอาชวิตซ์ โดยคำว่า “เอาชวิตซ์ ( Auschwitz )” เป็นภาษาเยอรมัน ที่ใช้เรียกเมือง Oswiecim ที่อยู่ทางเหนือของโปแลนด์ ( Poland ) ที่ถูกยึด และผนวกเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเยอรมัน เอาชวิตซ์ เป็นชื่อเรียกรวมของค่ายกักกันขนาดใหญ่ 2 แห่ง และค่ายย่อยอีก 36 แห่ง ค่ายเอาชวิตซ์ ถูกใช้เป็นที่สังหารหมู่ชาวยิว และยิปซี เพียงเพราะ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ (Adolf Hitler) เห็นว่าพวกนี้ ไม่ มีผิวสีขาว ผมสีทอง และนัยน์ตาสีฟ้าเหมือนตน ซึ่งเป็นสายเลือดที่ไม่บริสุทธิ์ จึงทำการรวบรวมชาวยิว และชาวยิปซี จากทุกพื้นที่ในอณานิคมของตน ส่งมาทำลายที่ค่ายเอาชวิตซ์ กว่า 1.1 ล้านคนที่ต้อง ตาย ในค่ายเอาชวิตซ์

ค่ายเอาชวิตซ์ ประกอบไปด้วย

ค่ายเอาชวิตซ์ 1 ถูกสร้าง เดือน มิถุนายน 1940 และถือเป็นค่ายหลัก เพื่อเป็นที่กักกัน ชาวโปแลนด์ ( พื้นที่ค่าย คือ จุดสี่เหลี่ยมสีส้มเล็กอันกลาง )
ค่ายเอาชวิตซ์ 2 หรือ Birkenau ถูกสร้างใน เดือนตุลาคม 1940 เพื่อช่วยบรรเทาความแออัดของ ค่ายเอาชวิตซ์ 1 สร้างเพื่อเป็น โรงฆ่า ( Extermination Camp ) โดยเฉพาะ สำหรับชาวยิว ( ที่ตั้งค่าย คือ พื้นที่สีส้มอันใหญ่ ด้านซ้าย )
ค่ายเอาชวิตซ์ 3 หรือ Birkenau ส่วนนี้จะเป็นค่ายย่อยประมาณ 36 ค่าย ที่อยู่กระจากยตัวอยู่โดยรอบ ผู้ที่ถูกกักกันอยู่ที่นี้โดยมากจะเป็น พวกนักโทษ และชาวโปแลนด์ อาจจะเป็นเชลยที่ค่อนข้างโชคดีกว่าพวกที่ถูกกักกันไว้ที่
ค่ายเอาชวิตซ์ 1 และ 2 เนื่องจากจะถูกเกณฑ์ไปใช้แรงงานเสียเป็นส่วนใหญ่ จึงไม่ค่อยมี ชาวยิว เนื่องจากชาวยิวจะถูกกักไว้ที่ค่าย 1 และ 2 เพื่อรอการทำลายทิ้ง ( ที่ตั้งค่าย คือ สี่เหลี่ยมสีส้มด้านขวามือ )

ไปทัวร์ ค่ายเอาชวิตซ์ 1 กับ wowboom กัน

1 Commandant House

บ้านพักของผู้บัญชาการ ค่ายเอาชวิตซ์ ซึ่งผู้บัญชาการค่ายคนแรกคือ Rudolf Höss จนกระทั้งถึง ปี 1943 จึงเปลี่ยนมาเป็น Arthur Liebehenschel และ Richard Baer ตามลำดับ และบาปกรรมก็ติดจรวด ภายหลังเยอรมันแพ้สงคราม Rudolf Höss ถูกกองทัพอังกฤษจับไ้ด้จาก การที่ภรรยาของเขาเป็นผู้ชี้ที่หลบซ่อนตัวของเขาให้แก่กองทัพอังกฤษ และเขาถูกตัดสินประหารชีวิต โดยการแขวนคอที่หน้าค่าย เอาชวิตซ์นั้นเอง

รูปถ่่ายนาย Rudolf Höss

รูปบ้านพักของ Rudolf Höss ที่อยู่ข้างค่ายกักกันเอาชวิตซ์

2 Commandant Offiec


เป็นสถานที่ทำงานของเหล่านายทหารระดับสูงของค่ายเอาชวิตซ์

3 administration office


เป็นสถานที่ทำงานของทหารเยอรมันระดับล่างลงมา

4 SS hospital


โรงพยาลของหน่วยเอส.เอส. สำหรับพวกนาซีนั้นมันคือโรงพยาบาล ที่แสนดี สะดวก สบาย ในการรักษาอาการเจ็บไข้ได้ป่วย แต่สำหรับเหล่าเชลย คนพิการ และชาวยิว มันคือ แห่งรวม ผีห่าซาตาน จากนรก ที่อยู่ในคราบของ หมอ โดย หมอเหล่านี้จะไปทำการทอลอง ที่เหี้ยมโหด ณ บล็อก 10

เหล่าทูตมรณะ ในคราบของ หมอ

โจเซฟ เมงเกเล

กำลังเริ่มทดลอง

ครอบครัวคนแคระ
Ovitz family

นายแพทย์ โจเซฟ เมงเกเล ( Dr.Josef Mengele )
นายแพทย์หนุ่ม รูปงาม แต่จิตใจดุจดัง ปีศาจ ผู้จบปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยมิวนิก ( Munich University ) ด้วยวัยเพียง 24 ปีเขาเป็นสมาชิกพรรคนาซีเมื่องปี ค.ศ. 1937 ได้รับฉายาว่า เทพแห่งความตาย ( Angel of Death )เนื่องจากเป็นผู้ตัดสินว่าเชลยที่ถูกขนส่งมาโดยทางรถไฟ เมื่อลงมาสู่ค่ายเอาชวิตซ์ โดยเขาจะเป็นคนชี้ว่า คนนี้ไปอยู่ทางซ้าย คนนี้ไปทางขวา ( ซ้าย คือ ถูกส่งเข้าสู่ ห้องรมแก๊สพิษ ขวา ถูกนำไปใช้แรงงาน หรือรอเป็นหนูทดลองต่อไป ) ความโหดเหี้ยมของ หมอโจเซฟ นั้นถึงขั้นที่ว่า ครั้งหนึ่งมีเหตุการณ์เหาระบาดในค่าย หมอโจเซฟได้ออกคำสั่งให้ ทำการควบคุมการแพร่ระบาดโดยการเผาที่พักที่มีการระบาด ไปพร้อมกับผู้ป่วยที่เป็นเหาทั้งเป็น และยังมีความเชี่ยวชาญในการใช้  แก๊สพิษไซคลอน บี ในการสังหารหมู่ ตัวพ่อ ของค่ายเอาชวิตซ์ โดย การทดลอง สุดสยองที่เขาได้ทำไว้ มีดังนี้

***   การทดลองเกี่ยวกับความผิดปกติของร่างกาย ทางพันธุกรรม
***   การเปลี่ยนสีตา โดยการฉีดสารเคมีเข้าสู่ลูกตาของเด็ก
***   การสูญเสียอวัยวะ แขน ขา ทั้งความสามารถในการทนความเจ็บปวด การรักษา แน่นอนการทดลอง ก็จะนำเชลย มาตัด แขน ตัดขา กันสด เฝ้าดูการว่าจะทนพิษบาดแผลได้นานเท่าไร ? ที่เวลาต่างๆ ต้องใช้การช่วยเหลือ หรือประถมพยาบาลอย่างไร จึงสามารถช่วยชีวิตได้ทัน
***   เหยื่อที่ หมอโจเซฟ ชื้นชอบที่สุด คือ ฝาแฝด และคนแคระ มีฝาแฝดประมาณ 14 คู่ที่ต้องจบชีวิต โดยมือของ หมอโจเซฟ( รูปที่ 3 คือครอบครัว Ovitz ทั้งหมดเป็นพี่น้องกัน ตระกูลนี้มีพี่น้อง 10 คน 7 คน เป็นคนแคระ ทั้ง 12 ชีวิตถูกจับส่งเข้าสู่ค่ายเอาชวิตซ์ เมื่อ หมอโจเซฟ พบครอบครัว Ovitz เขาคิดว่าพระเจ้าได้ประทานสิ่งหายากยิ่งให้แก่เขา 2 ใน 12 เสียชีวิตในการทดลอง ที่เหลือโชคดีที่การทดลองยังไม่ทันจบ เยอรมันก็แำพ้สงครามก่อนจึงรอดชีวิตมาได้

หมอเฮอร์ทา

รูปบาดแผลที่ขาของเหยื่อ

แพทญ์หญิง เฮอร์ทา โอเบอร์ฮอยเซอร์ ( Dr. Herta Oberheuser )
หมอเฮอร์ทา ทำการทดลองเกี่ยวกับการรักษาบาดแผล ที่เกิดจากสงคราม ซึ่งการที่จะได้ตัวอย่างที่เหมาะสมต่อการทดลองต้องใช้เวลานาน เธอจึงสร้างบาดแผลต่างที่ต้องการขึ้นมา โดยการ ผ่าร่างกายของเชลย ให้เกิดบาดแผล แล้วใ่ส่ เศษดิน ต้นไม้ใบหญ้า เศษกระจก เศษเหล็ก เป็นการจำลองแผลจากสงครามขึ้น ขอจนอับแสบอย่างรุนแรง แล้วทำการรักษา ด้วยตัวยาสูตรต่างๆ

***  ส่วนบาดแผลไฟไหม้ เธอก็ทำเหมือนเช่นเดิน เธอจะกีดร่างกายเหยื่อ แล้วใส่สาร Phosphorous ลงในแผล แล้วจุดไฟ จะเกิดการลุกไหม้อย่างแรง ทำให้เกิดแผลไฟไหม้รุนแรง
*** หลังสิ้นสุดสงคราม เธอถูกดำเนินคดีในฐานะอาชญากรสงคราม ที่ศาลทหารในนูเรมเบิร์ก ( Nuremberg ) ถูกตัดสินจำคุกเป็นเวลา 20 ปี แต่เนื่องจากปฏิบัติตัวดีจึงได้รับการลดโทษ และปล่อยตัวในปี 1952 หลังจากได้รับการปล่อยตัวเธอแอบไปประกอบอาชีพเป็นแพทย์ แต่เชลยสงครามไปพบเข้า จึงได้แจ้งความร้องเรียน จนเธอถูกยึดใบอนุญาตประกอบวิชา

แพทญ์หญิง เฮอร์ทา โอเบอร์ฮอยเซอร์ ( Dr. Herta Oberheuser )
หมอเฮอร์ทา ทำการทดลองเกี่ยวกับการรักษาบาดแผล ที่เกิดจากสงคราม ซึ่งการที่จะได้ตัวอย่างที่เหมาะสมต่อการทดลองต้องใช้เวลานาน เธอจึงสร้างบาดแผลต่างที่ต้องการขึ้นมา โดยการ ผ่าร่างกายของเชลย ให้เกิดบาดแผล แล้วใ่ส่ เศษดิน ต้นไม้ใบหญ้า เศษกระจก เศษเหล็ก เป็นการจำลองแผลจากสงครามขึ้น ขอจนอับแสบอย่างรุนแรง แล้วทำการรักษา ด้วยตัวยาสูตรต่างๆ

ส่วนบาดแผลไฟไหม้ เธอก็ทำเหมือนเช่นเดิน เธอจะกีดร่างกายเหยื่อ แล้วใส่สาร Phosphorous ลงในแผล แล้วจุดไฟ จะเกิดการลุกไหม้อย่างแรง ทำให้เกิดแผลไฟไหม้รุนแรง
หลังสิ้นสุดสงคราม เธอถูกดำเนินคดีในฐานะอาชญากรสงคราม ที่ศาลทหารในนูเรมเบิร์ก ( Nuremberg ) ถูกตัดสินจำคุกเป็นเวลา 20 ปี แต่เนื่องจากปฏิบัติตัวดีจึงได้รับการลดโทษ และปล่อยตัวในปี 1952 หลังจากได้รับการปล่อยตัวเธอแอบไปประกอบอาชีพเป็นแพทย์ แต่เชลยสงครามไปพบเข้า จึงได้แจ้งความร้องเรียน จนเธอถูกยึดใบอนุญาตประกอบวิชา

5 Main Gate


ประตูทางเข้าหลัก ของ ค่ายเอาชวิตซ์ ซึ่งปากประตูมีข้อความว่า ” ARBEIT MACHT FREI ” เป็นภาษาเยอรมัน มีความหลายว่า ” การทำงานจะไปสู่อิสระภาพ ”

การทำงานจะไปสู่อิสระภาพ ( ARBEIT MACHT FREI ) เหล่าเชลยคงไม่ทราบว่า อิสระภาพที่เหล่านาซีเยอรมัน จะมอบให้นั้นก็คือ ” ความตาย ”

6 Kitchen
โรงครัว ของ ค่ายเอาชวิตซ์ เป็นอาคารที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในค่าย ใช้ที่จัดให้นั้นน้อยเสียจนเพียงเพื่อให้มีชีวิตอยู่ได้เท่านั้น ทั้งยังไม่มีคุณค่าทางโถชนาการเลย จะเห็นได้จากร่างกายของเชลยในค่ายที่ผ่ายผอมเหลือแต่โครงกระดูกเท่านั้น หากว่าถามว่าแต่ละวันเหล่าเชลย ได้รับอาหารคนละเท่าไร ?

ขนนปัง 350 กรัม ต่อวัน
น้ำที่ทำกลิ่นรสเลียนแบบ กาแฟ ( ersatz coffee ) ตอนเช้าครึ่งลิตร
ซุปผักกาด กับ มันฝรั่ง 1 ลิตร ตอนเที่ยง โดยในซุปจะมีเนื้ออยู่ประมาณ 20 กรัม
โดยเฉลี่ยเหล่าเชลยจะได้รับ พลังงานจากอาหารประมาณวันละ 1,300-1,700 แคลลอรี/วัน

ภาพถ่่าย เยี้องจากประตูทางเข้าหลัง จะเห็นรั้วไฟฟ้า ตั้งอยู่รายล้อมค่าย ถึงสองชั้น และอาคารที่เห็นอยู่ด้านหลังคือโรงครัว จะสังเกตเห็นปล่องครัวเรียงรายอยู่เป็นจำนวนมาก

7 Slolen Stuff Warehouse


โกงดังเก็บของ ที่ได้จากการยึดมาจากเชลย หรือจากศพของผู้เสียชีวิต เช่นฟันทอง จะถูกนำไปหลอม และนำส่งกลับเยอรมัน แต่ของมีค่าบางส่วนก็ถูกพวก SS ยักยอกไป

รูปภาพ หนึ่งในโกดังเก็บเสื้อผ้า ที่เต็มจนล้นทะลักออกมานอกประตู และถ้าสังเกตที่หน้าต่างเล็กด้านซ้ายก็อัดเต็มไปด้วยเสื้อผ้า คงจินตนาการได้ว่าจำนวนเหยื่อผู้เสียชีวิตนั้นมากมายขนาดไหน

8 Death Wall or Black Wall


ผนังแห่งความตาย หรือ ผนังดำ ผนังนี้ตั้งอยู่บนลานระหว่างเรือนนอนสองหลังคือ บล็อก 10 กับ บล็อก 11 ผนังนี้เป็นอีกหนึ่ง สถานที่ สุดสยอง ภายในค่ายเอาชวิตซ์ เพียงชั่วเวลาสั้นจากปี 1940 ถึง 1944 ระยะเวลาเีพียง 4 ปี ผนังแห่งนี้เป็นพยาน ของแห่งความโหดเหี้ยมของเหล่านาซีเยอรมัน กว่า 20,000 ศพ โดยผนังนี้จะเป็นบริเวณที่ใช้เป็น ลานประหารโดยการยิงกระสุนเข้าบริเวณกระดูกต้นคอข้อสุดท้ายที่ต่อกับกระโหลก โดยเพชรฆาต สองหมื่นศพผู้นี้มีชื่อว่า ” Rapportfürher Gerhard Palitsch ” เหยื่อของมันมีไม่เว้นแม้แต่ เด็ก และผู้หญิง
ที่มาของ ชื่อ ผนังดำ เนื่องจาก ผนังค่ายสร้างจากอิฐ จะมีฉากสร้างจากท่อนไม้ บุหน้าด้วยไม้ค็อกทาด้วยสีดำ เนื่องจากพวกนาซีกลัวว่าผนังอิฐสวย ของ พวกเขาจะเป็นรอยจากกระสุนปืน

เป็นภาพวาด ผนังแห่งความตาย เมื่อเหยื่อถูกยิงทิ้ง เหล่าเชลยจะยกศพไปวางกองกันไว้

ป็นผนังแห่งความตายในปัจจุบัน เมื่อนักท่องเที่ยวมาเยือนก็มักจะมีการนำ ดอกไม้ มาไว้อาลัยให้แก่ผู้ล่วงลับ

G Gas Chamber and Crematory


ห้องรมแก๊สพิษ และเตาเผาศพ หนึ่ง ในอีกสถานที่ สุดสยอง ในค่ายเอาชวิตซ์ เนื่องจากพวกนาซีรู้สึกเสียดายลูกกระสุน ที่ต้องเสียไปในการยิงชาวยิวทิ้ง ซึ่งพวกเขาคิดว่ามันไม่คุ้มเสียเลยที่ต้องแลกระหว่าง กระสุน 1 นัด กับ 1 ชีวิตชาวยิว จึงคิดหาวิธีที่สามารถกำจัดชาวยิวได้ครั้งละมาก และต้องถูกด้วย และห้องรมแก๊สพิษ คือคำตอบ และห้องรมแก๊สพิษห้องแรก ก็ถูกออกแบบโดยดัดแปลงโรงเรือนที่สร้างจากอิฐ และให้ชื่อว่า The Little Red House หรือ บ้านเล็กสีแดง

a พื้นที่ให้เชลยรอก่อนเข้าห้องรมแก๊สพิษ
b ห้องกองเถ้ากระดูกที่เหลือจากการเผา และห้องล้างทำความสะอาด
c บริเวณพื้นที่รมแก๊สพิษ
d ห้องเผาศพที่เสียชีวิตจากการรมแก๊สพิษ
e ปล่องควัน ที่เหลือจากการเผาศพ
f ห้องเก็บถ่านหิน และเชื้อเพลิงสำหรับเผาศพ
g ออฟฟิซผู้คุม
Plan ซ้ายจะเป็นแปลนห้องดังเดิมที่สร้างเมื่อปี 1942
Plan เป็นแปลห้องรมแก๊สพิษ ที่สร้างขึ้นมาใหม่ เนื่องจากพวกนาซีได้เผาทำลายห้องรมแก๊สเพื่อทำลายหลักฐานความชั่วร้ายของตนเอง

เป็นตัวอาคารห้องรมแก๊สพิษ

เป็นประตูทางเข้าสู่ ห้องรมแก๊สพิษ

คือพื้นที่ที่เหล่าเหยื่อชาวยิว จะถูกส่งเข้าเพื่อเป็นที่ตาย โดยการรมด้วยแก๊สพิษ

คือบริเวณหลังคาของห้องรมแก๊สพิษ ที่เห็นเป็นปล่องเหล็กมีฝาปิดคือ ช่องสำหรับหย่อนแก๊สพิษลงไปภายในห้องเพื่อฆ่าชาวยิว

เป็นเมรุเผาศพ เหยื่อที่ถูกรมแก๊สพิษ เสียชีวิต ส่วนที่เห็นอยู่ด้านหน้าเมรุ คือรถเข็นศพ

เป็นรูปเหยื่อกำลังถูกลำเลียงเข้าสู่เมรุ

9 Barrack


โรงนอน ภายในค่ายเอาชวิตซ์มีโรงนอนอยู่ 28 หลัง ( โดยโรงนอนเหล่านี้จะถูกเรียกว่า บล็อก ( Block ) )โดยแต่ละหลังมีเชลยกว่า 1,000 คนอาศัยอยู่อย่างแออัดโดยอาคารจะเป็นอาคาร 2 ชั้น ภายในอาคารมีแต่พื้นที่สำหรับวางเตียงนอนแบบ 3 ชั้นมีพื้นที่เีพียงเสือกตัวนอนได้เท่านั้น เนื่องจากอากาศที่ถ่ายเทไม่สะดวก และอุณหภูมิที่ต่ำ และสภาพสุขอนามัยที่ต่ำมาก ทำให้ในทุกรุ่งเช้า เชลยที่ตายจากไปทุกวัน ในระหว่างนอนหลับ

ภาพโรงนอนในปัจจุบัน

ป็นสภาพ ชีวิตความเป็นอยู่ของเชลยหญิง ที่ต้องแออันกันอยู่ในเตียง 3 ชั้น

10 Block 10


บล็อก 10 เป็นเป็นเป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นห้องทดลองนรก ของค่ายเอาชวิตซ์ ผู้ที่เข้าที่ บล็อก 10 นั้นจะถูกทำการทดลองต่างๆ ได้รับทุกข์แสนสาหัส บ้างก็เสียชีวิต และนี้คือหนึ่งในการลองนรก สุดสยอง

Hypothermia Experiment เชลยจะถูกแช่ในน้ำเย็นจัด หัวหน้าการทดลองนี้คือ นายแพทย์ ซิกมุนด์ ราสเชอร์ ( Sigmund Rascher ) และผลการทดลองทำให้ทราบเป็นครั้งแรกว่า ถ้าอุณหภูมิร่างกายมนุษย์ต่ำกว่า 25 เซลเซียส มนุษย์จะเสียชีวิต ทั้งยังศึกษาถึงการช่วยชีวิตด้วยวิธีต่างสำหรับผู้ที่เกิดอาการ เกิดสถาวะหนาวจัด (Hypothermia) จึงการทดลองมีทั้งการ การส่องด้วยหลอดไฟความร้อน การฉีดน้ำร้อนเข้าสู่กระเพาะ ลำไส้ การให้ความร้อนโดยร่างกายโดยใช้เชลยหญิงให้ความอบอุ่นแก่ผู้ป่วย การแช่ในน้ำร้อน (ซึ่งเป็นวิธีที่ดีทีุ่สุด) การทดลองนี้เป็นหนึ่งที่จะนำไปสู่การบุกยึดรัชเซีย ซึ่ง ฮิตเลอร์รู้ดีว่า ศัตรูสำคัญของการบุกยึดรัชเซียคือความหนาวเย็น
รูปขวา โฉมหน้านายแพทย์ ซิกมุนด์ ราสเชอร์ ( Sigmund Rascher ) ถ่ายคู่กับลูก

High Altitude การทดลองความกดอากาศสูง โดยการนำเชลยไปอยู่ในห้องควบคุมแรงดัน แล้วทำการลดแรงไปเรื่อยเพื่อจำลองสภาพความสูงที่ 20,000 เมตรจากพื้นดิน และลดปริมาณออกซิเจนในอากาศ พร้อมทั้งมีการบันทึก ผลการทดลองที่ความดันต่าง จนถึงความดันสุดท้ายที่เหยื่อเสียชีวิต การทดลองนี้ทำเพื่อหาระบบป้องกันนักบินขับไล่ของเยอรมัน จากการดีดตัวออกจาก เครื่องบิน

Mustard gas experiments การทดลองผลของมัสทาร์ทแก๊ส ผลจากการได้รับพิษ การรักษาพยาบาล ( Note รูปภาพประกอบ มาจากสงครามโลกครั้งที่ 1 ซ้ายเป็นผลจากการได้รับมัสทาร์ทแก๊ส โดยไม่สวมหน้ากากกันแก๊สพิษ รูปขวา เป็นทหารแคนนาดา ที่ถูกแก๊สมัสทาร์ท จะเห็นว่าเกิดบาดแผลพรุพองทั่วร่างกาย )

11 Block 11


บล็อก 11 เป็นอีกหนึ่งอาคาร สุดสยอง ที่สร้างเพื่อเิป็นคุก และห้อง ทรมาน เนื่องจากเชลย ที่ถูกส่งเข้ามาที่บล็อก 11 นั้นเพื่อเป็น การทำโทษ และทรามานด้วยวิธีต่างๆ ดังต่อไปนี้

Standing Cell คุกยืน นักโทษจะถูกขังอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมขนาด 1.2 x 1.2 เมตร ( 1.5 ตารางเมตร ) ครั้งละอย่างน้อย 4 คน ซึ่งมันแคบจนไม่สามารถขยับตัวได้ ทุกคนจะต้องยืนอยู่อย่างนั้นตลอดการคุมขัง

Starvation cells คุกอดอาหาร เป็นคุกหมายเลขที่ 21 ใครที่โดนจับมาขังยังห้องนี้ ก็คือได้รับโทษตาย เนื่องจากหลังจากถูกนำขัง นักโทษจะไม่ได้รับ น้ำ หรือ อาหาร อีกเลยจนกว่าจะเสียชีวิต ( รูปซ้ายประตูทางเข้า รูปขวา ภายในคุกอดอาหารจะเห็นว่ามีเครื่องเซ่นมากมายเนื่องจากห้องนี้เป็นห้องที่ Saint Maximillian Kolby มรณภาพ

 

แสดงความคิดเห็น

* ต้องกรอก
* ต้องกรอก

  1. ก้เพราะอย่างนี้แหละเยอรมันจึงเป็นเจ้าแห่งยาขนานต่างๆ เพราะได้ทดลองโดยตรงกับคนเลย

    โดยคุณ : yoye เขียนเมื่อ 21 กันยายน 2012 เวลา 09:16, IP : 202.29.186.xxx
  2. ที่ทำไปทั้งหมด ด็เพราะความ เชื่อ.. ที่ผิดๆ..
    แต่ละคนก็มีความเชื่อเป็นของตัวเอง… โดยไม่รู้เลยว่า สิ่งที่เราเชื่อนั้นเป็นสิ่งที่ ถูกต้องหรือไม่.. สิ่งที่ถูกต้องคือสิ่งที่ เป็นไปตามกฎของธรรมชาติ… หากฝ่าฝืนหลักชองธรรมชาติเมื่อใด การเบียดเบียนเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเองก็จะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง…

    โดยคุณ : ชัยชนะ เขียนเมื่อ 23 กันยายน 2012 เวลา 02:35, IP : 125.27.46.xxx
  3. โหดร้ายทารุณทำเหมือนไม่ไช่คนดว้ยกัน

    โดยคุณ : ampai เขียนเมื่อ 23 กันยายน 2012 เวลา 14:14, IP : 80.56.179.xxx
  4. ทำไมถึงโหดจังอ่ะ

    โดยคุณ : ?เซียนการ์ตู? เขียนเมื่อ 27 กันยายน 2012 เวลา 14:09, IP : 223.206.172.xxx
  5. โหดมากเลยอ่ะคับ

    โดยคุณ : ?เซียนการ์ตู? เขียนเมื่อ 27 กันยายน 2012 เวลา 14:09, IP : 223.206.172.xxx
  6. พวกมันเลวได้ใจเลย

    โดยคุณ : tonao เขียนเมื่อ 11 ตุลาคม 2012 เวลา 06:29, IP : 171.100.55.xxx
  7. มองจากมุมที่ไม่รู้ว่าจุดเกิดของการนำยิวมาเป็นเชลยคืออะไร จะมองว่าโหดเหี้ยมค่ะ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ทุกอย่างมีสาเหตุและเหตุผลของการ จับยิวมาเป็นเชลย ทำไมฮิตเลอร์ถึงคิดจะฆ่าล้างเผาพันธุ์? ยิวเป็นกลุ่มคนที่ไม่มีแผ่นดินประเทศของตัวเองค่ะ และอาศัยประเทศอื่นๆอยู่ ซึ่ง1ในนั้นคือประเทศเยอรมัน ที่มีประชากรยิวมากกว่าประเทศอื่นๆ และมากขึ้นจนน่าแปลกใจในระยะเวลาเพียงไม่นาน จากข้อมูลหนังสือหลายเล่มกล่าวว่า ยิวต้องการที่จะยึดส่วนนึงของเยอรมันเพื่อเป็นประเทศแผ่นดินของตนเองโดย การตั้งกฎเกณฑ์ในสังคมตนเองที่โหดเหี้ยมไม่น้อยไปกว่าของ ฮิตเลอร์ คือ เด็กทุกคนจะต้องห้ามสอบตก ถ้าหากสอบตกนั้นหมายถึงชีวิต คุณสังเกตกันได้ว่า Genius นักวิทยาศาสตร์หลายท่านเป็นยิว ยิวเริ่มถือหุ้นในบริษัทอุตสาหกรรมของเยอรมันมากขึ้นในระยะเวลาไม่กี่ปี และอีกมากมายรวมถึงความเห็นแก่ตัวและอีโก้จัดไม่เอาใครนอกจากยิวด้วยกันเอง การฆ่าแกงลูกเต้าตัวเองที่เรียนไม่ดี เพราะเหตุผลที่ว่าเสียเวลาในการเลี้ยงดู ทำให้มีข่าวหลายๆอย่างไปถึงหูผู้นำประเทศอย่างฮิตเลอร์ ที่พยายามสร้างให้คนในประเทศเยอรมันเปนระบบระเบียบ(ซึ่งส่งผลมาถึงปัจจุบัน)เพื่อพัฒนาประเทศให้ยิ่งใหญ่ โดยรวม ฮิตเลอร์มองว่ายิวจะเป็นภัยที่หนักหน่วงสาหัสให้กับประเทศในอนาคต และส่งผลให้เกิดสงครามภายในประเทศ จึงกำจัดยิวแบบล้างเผาพันธุ์ ยอมรับว่าเป็นวิธีที่ทารุณ แต่ทำหมดก็ส่งผลให้ประเทศเยอรมันกลับมายิ่งใหญ่ทั้งๆที่พังพินาศ ในปี 1945

    โดยคุณ : Lexi เขียนเมื่อ 13 พฤศจิกายน 2013 เวลา 15:26, IP : 203.107.236.xxx