ผีม้าบ้อง ตำนานผีอันน่ากลัวของชาวไทยวน

หน้าแรก/ผีสยองขวัญ/ผีม้าบ้อง ตำนานผีอันน่ากลัวของชาวไทยวน

ตำนานผีม้างบ้องล้านนามีหลายกระแส บ้างก็ว่า เป็นผีก้ะที่แก่มากๆจนกลายเป็นผีม้าบ้อง   บางตำนานก็ว่าเป็นผีที่ชอบแทะกินหัวควายแห้ง ก็แล้วแต่บางท้องถิ่นจะสืบสานเล่าขานกันไป แต่ที่แน่ๆคือมีคำว่าผีม้าบ้องเป็นคำเรียกชื่อผีเหมือนๆกัน

สำหรับตำนานนี้อาจแปลกกว่าที่อื่นอยู่บ้างเริ่มตั้งแต่ มีครอบครัวตุ๊กต้ะครอบครัวหนึ่งอยู่กันสวามพ่อแม่ลูก เฝ้าคอกม้าของพระราชา  ต่อมาเมื่อพ่อแม่เสียชีวิต เหลือแต่ลูกชายที่ขยันขันแข็งตระหนี่แม้แต่หัวควายที่ตายแล้วเขาเอามท้องเขาก็ไปแทะเอาเนื้อมากิน ด้วยความที่มัวแต่หากินตลอดชีวิตกลายเป็นบ่าวเฒ่าหรือชายโสดจนสิ้นชีวิต

เมื่อตายไปวิญญาณของเขานึกได้ว่าเมื่อเป็นคนไม่ได้แต่งงานไม่รู้รสชาติของ การมีครอบครั   ทั่งตายก็ไม่มีใครมาดูแลศพ   ด้วยความคิดดังกล่าวเกิดความอิจฉาริษยาเด็กหนุ่มที่เรียกกันว่า ” บ่าวแถ่ว”หรือเด็กชายเริ่มขึ้นหนุ่มเสียงห้าวนั่นเอง  เมื่อกลายเป็นผีก็แอบไปเที่ยวตอนกลางคืนกับชายหนุ่มตามหมู่บ้าน  แต่ถ้าคืนวันไหนแสงเดือนมัวหม่นสลัวๆ  และผีม้าบ้องเกิดอารมณ์คึกเกี่ยวกับเพศสัมพันธ์บ้องมันแข็ง  มันก็จะวิ่งอืนกะหลึ้กๆ…ไปมาตามถนนหนทางในหมู่บ้านหากพบเห็นบ่าวแถ่วเมื่อ ใดผีม้าบ้องก็เกิดความอิจฉาจะใช้เท้าดีดหว่างขาบ่าวแถ่วจนหน้าเขียวเกิด อันตราย

ด้วยฤทธิ์เดชผีม้าบ้องดังกล่าวผู้ใหญ่จึงสั่งสอนเด็กชายแรกรุ่นขึ้นหนุ่มหรือเรียกกันว่า “บ่าวแถ่ว”  ห้ามออกนอกบ้านยามกลางคืน หากจะเที่ยวต้องไปกับหนุ่มใหญ่ที่มีประสบการณ์แอ่วสาวมาแล้วหากพบผีม้าบ้องก็จะได้ช่วยกันขับไล่

เรื่องผีม้าบ้องจึงเป็นตำนานของชาวล้านนาป้องกันเด็กชายแรกรุ่นหรือบ่าวแถ่วหนีออกนอกบ้านไปเที่ยววามกลางคืนได้ดีแท้.

ผีม้าบ้อง เกิดจากปาฏิหาริย์ของผีกละนั่นเอง เมื่อผีกละมีพลังแก่กล้าจะแปลงกายให้คล้ายกับม้า สีของลำตัวโดยมากจะเป็นสีหม่น คนโบราณได้เล่าต่อกันมาว่า ผีกละจะเข้าสิงร่างเจ้าของผีหรือคนในตระกูล ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นผู้ชาย มักจะเลือกออกในคืนเดือนมืดหรือข้างแรม โดยการพับแขนทั้ง 2 ข้างแนบกับตัว หันด้านศอกไปข้างหน้า สมมุติให้เป็นหูของม้า ใช้ผ้าขาวม้าผูกเอวให้เหลือชายไว้ข้างหลัง
สมมุติให้เป็นหาง แล้ววิ่งออกไป สถานที่ผีม้าบ้องชอบวิ่งเข้าออกจะเป็นตรอกซอกซอยแคบๆ คนเมืองเรียกว่า “คลองหน้อย” หรือวิ่งไปตามลำเหมืองที่ไม่มีน้ำ ระหว่างที่ผีม้าบ้องวิ่ง คนที่มีบ้านอยู่แถวนั้นจะได้ยินเสียงดังคล้ายกับเสียงวิ่งของวัวควาย มีคนเคยเห็นผีม้าบ้อง แต่ไม่มีใครเคยเห็นหมดทั้งตัว บางคนจะเห็นส่วนข้าง บางคนเห็นเพียงส่วนก้น ว่ากันว่าถ้าคนไปเจอผีม้าบ้อง คนจะถูกทำร้ายหรือครอบงำ “อำ” หรือจะทำให้ป่วยโดยไม่รู้สาเหตุ ร่างกายจะผอมเหลืองไปทีละน้อย และเสียชีวิตในที่สุด

มีคนที่เคยพบกับความน่ากลัวของผีม้าเล่าให้ผู้เขียนฟังว่า คืนหนึ่งได้ไปแอ่วสาว (คือการไปเที่ยวจีบสาวในเวลากลางคืน ตามประเพณีของคนล้านนาในอดีต) ที่เป็นสายผีกละ ทั้งๆ ที่รู้แล้วแต่ก็อยากจะลองดู ในระหว่างที่นั่งคุยกับสาวอยู่นั้น เขาสังเกตเห็นว่ามีนกฮูกบินโฉบไปมาระหว่างหลังคาเรือนกับต้นไม้ในบริเวณนั้น และส่งเสียงร้องด้วย ตกดึกก็ยังมีเสียงสั่นสะเทือนของเสาเรือน คล้ายกับมีวัวควายวิ่งชนเบาๆ ทั้งที่บ้านหลังนั้นไม่ได้เลี้ยงวัวควายไว้ใต้ถุน หนุ่มคนนั้นจึงไม่กล้าลงจากบ้านคนเดียว ต้องรอเพื่อนๆ ที่กลับจากการแอ่วสาวผ่านมาจึงกลับบ้านได้ ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา เขาไม่ไปที่บ้านนั้นอีก

การติดต่อสืบสายของผีกละ นอกจากจะติดต่อกันทางเครือญาติแล้ว ยังติดต่อกันได้กับคนนอกตระกูลอีกด้วย ชายหรือหญิงใดที่แต่งงานกับคนที่เป็นสายตระกูลผี เมื่อได้กินข้าวร่วมไหเดียวกันครบ 7 ไห ก็จะเป็นสายผีในตระกูลนั้นอย่างเต็มตัว

สรุปได้ว่า ผีเม็ง ผีเม็งน้ำร้า ผีกละ ผีกละหงอน และผีม้าบ้อง เป็นผีที่แตกแขนงมาจากต้นผีเดียวกันคือผีเม็ง เดิมคงรับมาจากคนมอญลำพูน หรือมอญในประเทศพม่า ที่อยู่ของผีคือในหม้อดินเผาปากแคบ (หม้อต่อม) ปิดปากหม้อด้วยผ้าขาว ลักษณะของผีตามที่เล่าต่อกันมา มีรูปคล้ายกับส่วนบนของไก่ เป็นผีที่ช่วยคุ้มครองเจ้าของและสมาชิกในครัวเรือน มีธรรมเนียมว่าต้องทำพิธีฟ้อนผี 3 ปีต่อครั้ง ถ้าไม่เลี้ยงดูให้ดีผีจะออกหากินเอง จึงเรียกว่า ผีกละ หรือถ้าเจ้าของไปทะเลาะกับเพื่อนบ้าน ผีจะโกรธแทน จะไปเข้าสิงคนๆ นั้น เมื่อถูกหมอผีบังคับ ถ้าทนไม่ได้จริงๆ จะบอกชื่อคนที่เป็นเจ้าของ เมื่อผีมีพลังแก่เต็มที่ผีกละจะมีหงอนที่ศีรษะคล้ายกับหัวของไก่ เรียกว่า ผีกละหงอน เมื่อเข้าสิงคนจะออกยาก เพราะหงอนของผีจะติดค้างอยู่กับส่วนใดส่วนหนึ่งของคน เมื่อมีพลังแก่กล้าจะสามารถแปลงกายเป็นม้า เรียกว่า ผีม้าบ้อง ชอบวิ่งเข้าออกตามซอยเล็กๆ หรือตามลำเหมืองที่ไม่มีน้ำในเวลากลางคืน โดยมากจะเป็นคืนเดือนมืดหรือคืนข้างแรม ศัตรูของผีกละคือนกฮูก (นกเค้า) จะคอยร้องเตือนให้คนทราบว่าผีกละไปทางไหน จึงเรียกนกเค้าชนิดนี้ว่า “นกเค้าผีกละ” บุคคลผู้ใดอยู่กินกับคนในตระกูลผีนี้ ถ้าได้ร่วมกินข้าวไหเดียวกันเกิน 7 ไห ผู้นั้นจะเป็นผี กละและเป็นสายผีเดียวกันไปด้วย